Hi, Welcome to my blog
Here is an interview about Art, Life with Art นอก

/interview in Thai/

interview and write by Pairat Temphairojana

 

วันนี้แอดมินมาแนะนำศิลปิน street artist ชั้นนำของประเทศไทยครับ ฉายาที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ BENZILLA หรือคุณเบนซ์ ปริญญา ศิริสินสุข ด้วยลายเส้นและคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นมีสีสันและเป็นเอกลักษณ์

 

ศิลปินได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวัฒนธรรมต่างๆระหว่าง street culture จากดนตรี วงการ skate ควบคู่กับ pop culture และ subculture ครับ อย่างฉายา BENZILLA ก็เป็นการนำชื่อเล่นของตัวเองอิงจากหนัง sci-fi Godzilla ที่ตัวเองชื่นชอบจัดเรียงให้เป็นตัวอักษรที่สวยและคล้องจองกัน โดยเป็นการรวมความสนใจของคุณเบนซ์ในเรื่องของประวัติศาสตร์มนุษย์ วิวัฒนาการ รวมถึงจักรวาลด้วยครับ 

 

คาแรกเตอร์ที่เป็นที่รู้จักของศิลปินคือตัว LOOOK มนุษย์ต่างดาวสามตาที่มาพร้อมจิตวิญญาณของสายสตรีท ศิลปินเล่าว่ามนุษย์ต่างดาวเปรียบเสมือนเป็น outsider ที่สะท้อนมุมมองของคนนอกที่พยายามจูนให้เข้ากับโลกของเราด้วยการซึมซับวิถีต่างๆที่อยู่รอบตัวบนโลกใบนี้ 

 

“ผมรู้สึกเป็นคนนอกสมบูรณ์แบบ เพราะว่าตั้งแต่เด็กความสนใจของผมมันไม่มีใครสนใจเรื่องเดียวกัน ไม่ได้มีกลุ่มที่คุยเรื่องที่สนใจ ฟังเพลงก็จะแบบฟังอยู่คนเดียวค่อนข้างแปลกออกไปจากกลุ่มหลัก รวมถึง skateboard ก็เป็นสังคมเล็ก ในลักษณะเดียวกันกับงาน graffiti” ศิลปินเล่าถึง identity ของคาแรกเตอร์นี้ที่มีความคล้ายกับตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ผลงานของ BENZILLA เป็นที่รู้จักและคุ้นตาจากจาก collaboration ที่เขาทำอย่างต่อเนื่อง ในด้านของ commercial art ควบคู่กับผลงานตัวเองครับ โดยเขาเคยร่วมงานกับแบรนด์ดังอย่าง Adidas แบรนด์ผลิตยีนส์อย่าง Levi’s บริษัทอิเล็คทรอนิคส์ยักษ์ใหญ่ Samsung และอีก 30 กว่าแบรนด์ดังครับ

ในโอกาสพิเศษนี้คุณเบนซ์เปิดเผยถึงเส้นทางศิลปิน มิติการทำงานของตัวเอง การทดลองสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ได้จากประสบการณ์การร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก อิทธิพลของการมีครอบครัว และการเปลี่ยนแปลงครับ

 

“ผมเข้าใจว่าช่วงนี้มันเป็นช่วงที่อึดอัดกันไปหมดรวมถึงตัวผมด้วย ผมว่าศิลปะก็เป็นประตูอีกบานหนึ่งที่ทำให้เรามีพื้นที่หายใจในอากาศดีๆได้ ศิลปะ ภาพยนตร์ ดนตรี สิ่งเหล่านี้มันสำคัญมากขึ้นทันทีในช่วงเวลานี้ มันไม่ได้มีเงื่อนไขกับสถานที่กับเวลา มันอยู่ในหัวของเรา”

BENZILLA จะมีกำหนดจัด solo exhibition ช่วงปลายปีนี้ ซึ่งในงานแสดงครั้งนี้เปี่ยมไปด้วยความหมายและมีผลงานใหม่ๆที่น่าติดตามชม

#studiovisit #benzilla #thaiartist

 

 

ตอนวัยเด็ก คุณเบนซ์เปิดเผยกับ Art นอก ว่าเขาชอบอยู่ตามร้านเกมซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของเด็กทั่วไป แล้วมาค้นพบว่าจริงๆไม่ได้รักการเล่นเกมแต่ชอบรายละเอียดของเกม เขาสนใจการออกแบบของตัวละครอย่าง Street Fighter หรือ Rockman โดยจะสังเกตุถึงลายเส้น โทนและการดีไซน์ก่อน เช่นเดียวกับเวลาเขาเห็นหนังสือการ์ตูนจะชอบที่ลายเส้นก่อน ซึ่งศิลปินก็ชื่นชอบนักวาดการ์ตูน Marvel ชื่อ Jack Kirby เป็นพิเศษ เขาจะดูวิธีการใช้สีดำและโทนสีสด สิ่งนี้นี่เองที่มีผลให้เขารักการวาดรูปเป็นกิจวัตรตั้งแต่สมัยประถมแล้วครับ 

 

ช่วงแรกๆสมัยเรียน คุณเบนซ์จะชอบวาดสัตว์ประหลาด ปีศาจที่ผสมกับเครื่องจักร แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ภูมิใจในวัยมัธยมคือการส่งผลงานประกวดดีไซน์คาแรกเตอร์ให้กับเคเบิ้ลทีวีแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเขาดีไซน์ออกมาราว 20 ตัวและได้รับรางวัลชนะเลิศไป สิ่งสำคัญที่เขาจดจำได้ดีคือความรู้สึกที่ผลักดันตัวเองให้ทำงานจนจบได้ 

 

“เราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างจริงจังนะ ค่อนข้างเป็นเด็กที่น่าเบื่อ เหมือนทำอะไรเป็นการเป็นงานมาก เล่นน้อย อาจจะเป็นเพราะแบบนี้เลยไม่ได้มีกลุ่มเพื่อนที่เล่นกันเยอะ”

 

เป็นช่วงมัธยมเช่นกันที่คุณเบนซ์เริ่มซึมซับการฟังและเล่นดนตรี ก็จะอินกับสิ่งที่เห็นในสื่ออย่าง MTV หรือ Channel V ศิลปินยกตัวอย่างว่าอย่างวง Limp Bizkit กับ Korn หรือศิลปิน hip-hop เช่น Snoop Dogg มักจะมีเรื่องของวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดพ่วงมา ส่งผลทำให้เริ่มชอบการเล่นสเก็ตและสังเกตุดีไซน์ของแผ่นสเก็ตหรือสัญลักษณ์เสมอ มันเป็นความหลงใหลของ street culture ที่ได้เจอสภาพแวดล้อมที่สนุกตลอดเวลา

 

สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เขารู้ตัวว่าชอบวาดรูปการออกแบบและ street culture พอถึงช่วงเข้ามหาลัยจึงเลือกคณะที่รู้ว่าเข้าได้แน่ๆซึ่งเขาก็ติดที่ม.กรุงเทพ สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ เป็นความบังเอิญที่คณะที่เลือกเป็นสิ่งที่ตรงกับความสนใจ สิ่งหนึ่งที่เขาได้รับประโยชน์มากสุดจากการศึกษาด้านนี้คือวิธีคิดกับการพัฒนา concept เนื้อหาและการสื่อสารมากกว่าด้านเทคนิค

 

สมัยมหาลัยเขาเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าถนัดวาดด้วยมือควบคู่กับการใช้ทักษะgraphic design และเนื่องจากรักการวาดอยู่แล้วก็จะชอบถ่ายทอดผลงานผ่าน blog แลกเปลี่ยนความคิดกันกับคนหลายๆประเทศ สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้คุณเบนซ์ในช่วงปี 3 และ ปี 4 เริ่มรับงานออกแบบเพื่อหารายได้ โดยเลือกที่จะเป็นงานที่สามารถวาดและใช้ graphic design ควบคู่กันได้

 

พอเรียนจบจึงไม่แปลกที่ศิลปินก็เริ่มทำงานเป็น graphic designer เป็นอาชีพหลักเป็นเวลากว่าสิบปี แต่ก็ใช้เวลาว่างในการสร้างศิลปะของตัวเองควบคู่กันมา

 

คุณเบนซ์เล่าถึงเหตุการณ์ที่สำคัญและมีความหมายต่อศิลปินอย่างมากคือการได้ทำ solo exhibition แรกที่ Art Gorilla ชื่อ Evil Candy เมื่อปี 2012 โดยเหตุเกิดจากความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น ซึ่งตอนนั้นศิลปินได้แสดงผลงานต่างๆ และเป็นจุดเริ่มของการผลิตของเล่นสะสมด้วย

 

“มันเป็นช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ ไฟแรงมากเลย เป็นแกลเลอรี่ที่อยู่สยามแล้วผมก็เดินผ่านบ่อยมาก ก็เคาะประตู เดินเข้าไปถามเจ้าของชื่อคุณฝ้าย ซึ่งเค้าดีมากเลย เจ้าของต้องการคนรุ่นใหม่ที่มาทำงานในรูปแบบเป็นงาน art ในยุคนั้น เค้าให้พื้นที่ผม”

 

“การได้จัดก็ถือว่าดีมากๆแล้ว มันมีแต่ผลบวก แต่ผลตอบรับถือว่าเกินความคาดหมาย เพราะชิ้นงานก็ขายไปเกือบหมดเหมือนกัน มันทำให้เราทำงานต่อได้ มีทุนต่อ ซึ่งตอนนั้นทางบ้านสภาพการเงินยังยากลำบาก มันจึงมีความสำคัญสำหรับผมที่ได้ทำต่อ” 

 

“ต้องขอบคุณเลยถ้าเค้าได้อ่าน อยากขอบคุณเพราะเริ่มจากตรงนั้นเลยแหละ เขาอาจจะไม่ได้มองที่ศักยภาพแต่อาจจะเห็นความเอาจริงเอาจังของผม” 

 

ผลงานของ LOOOK เริ่มปรากฎตัวชัดขึ้นในผลงานต่างๆ ในปี 2013 และเห็นในสถานที่ต่างๆในไทย จึงทำให้ศิลปินได้มีโอกาสไปทำงานโปรเจ็คที่ต่างประเทศ เดินทางไปที่ Australia เพื่อทำ mural art ในงานเทศกาลกับศิลปิน street artist ควบคู่กับโปรเจ็คหลายๆที่ในเมือง และทำให้มีบริษัทผลิตของเล่นสะสมเชิญ BENZILLA ไปงานแสดงให้ออกแบบของเล่นสะสมของตัวเอง ที่ Indonesia Toy, Game & Comic Convention ในปี 2014 และได้ไปร่วมงานกับแบรนด์ถ่ายโฆษณาที่ Singapore ด้วย

 

จากประสบการณ์ในฐานะคนสร้างศิลปะของตัวเองและนำไปร่วมกับแบรนด์ทั้งในไทยและต่างประเทศ สิ่งที่ศิลปินเรียนรู้โดยตรงคือการมองการทำงานให้เป็นโจทย์ที่ต้องแก้เสมอ โดยต้องเริ่มจากการเข้าใจ ทำการศึกษาค้นคว้าและเข้าถึงสิ่งที่จะถูกนำเสนอหรือถ่ายทอดออกมา

 

“โจทย์ก็คือความต้องการของเค้าผ่านภาษาของเรา ผมมักจะทำงานผ่านมุมมองเราด้วย เราไม่ได้ทำเป็นเครื่องถ่ายทอดให้เค้า เราจะเป็น partner กัน โดยมองในแง่ของ commercial ก็จะมีการคุยระหว่างทางว่านี่คือสิ่งที่ต้องการนำเสนอนะ จึงทำให้ผมมีความภูมิใจในงานทุกชิ้น เพราะเน้นใส่ใจมากๆในทุกงานครับ”

 

นอกจากนี้คุณเบนซ์เล่าถึงวิธีที่ทำให้งานออกมาได้ราบรื่นยิ่งขึ้นคือการอ่านหนังสือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือฟังเพลงเป็นชีวิตประจำวันเพื่อให้เกิดมุมมองหรือไอเดีย แล้วจดบันทึกไว้ตลอดแล้วนำมาคิดต่อ หรือเรียนรู้ที่จะหาวิธีการใหม่ๆเพื่อต่อยอดผลงานให้สำเร็จครับ 

 

“เป็นคนชอบอยู่ในที่เงียบ ชอบความสงบมากๆ ห่วงพื้นที่ส่วนตัวตั้งแต่เด็กแล้ว painting มันเป็นกิจกรรมที่ทำในความเงียบได้สนุก เราเหมือนดำดิ่งไปช่วงหนึ่ง ซึ่งอีกทีก็จะเช้าแล้วประจำเลย”

 

“เมื่อก่อนจะเป็นคนทำงานค่อนข้างเร็ว มาเร็วไปเร็ว พอมีลูกมันก็ต้องอยู่กับที่มากขึ้น ทำอะไรก็ช้าลง ช้าลงมันก็จะขึ้นความละเมียดมากขึ้น เมื่อตัวตนเราเปลี่ยนงานเราจะเปลี่ยนไปด้วย เหมือนเมื่อก่อนเราทำอะไรเร็วมากเพราะตัวคนเดียว แต่ตอนนี้เราต้องวางแผน การทำงานก็จะมีขั้นมีตอนมากขึ้น แต่สิ่งที่เสียไปก็มีนะ ชั่วโมงทำงานน้อยลงเยอะเลย หายไปสองในสามส่วน แต่ว่าช่วงเวลาพอมีลูกก็เป็นเรื่องปกติ เราก็เอาเวลาเค้านอนมาเป็นเวลาทำงาน จึงต้องบริหารเวลาให้ดียิ่งขึ้นครับ”

 

“ผมมองว่าการมีครอบครัว ทำให้เรามองภาพใหญ่ขึ้น ใจเย็นลง มีสติมากขึ้น ความคิดเปลี่ยนเลย เมื่อก่อนเราทำเพื่อตัวเอง งานเราเป็นแค่ห้องกระจกสะท้อนตัวเรา พอมีลูกคือเราก็มีความห่วงชีวิตของอีกชีวิตหนึ่ง ก็มองในมิติอื่นมากขึ้น แล้วพอเราถ่ายทอดอะไรมันก็เป็นมุมมองที่ไม่ใช่มุมมองเราแล้ว เป็นมุมมองที่เรามีต่อโลก” 

 

 

 

คุณเบนซ์เล่าถึง solo show ที่จะจัดครั้งแรกในรอบ 7 ปี ซึ่งมีความพิเศษและแตกต่างจากผลงานที่เคยทำมา ทั้งในด้านหัวข้อและเทคนิคในผลงาน

 

“เราก็ผลิตงานทุกวันอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้มีหัวข้อใหญ่พอที่จะทำ งานของผมอยู่ในช่วงเวลาที่ปรับเปลี่ยนตลอด มันเหมือนไม่นิ่งในช่วง 5-7 ปีนี้ เป็นช่วงที่เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะ ที่ตัดสินใจทำ solo exhibition นี้เพราะจังหวะมันพอดีและเราเริ่มเจอสิ่งที่อยากทำ ซึ่งพี่อ้อ Trendy Gallery เป็นคนชวนจัด solo exhibition ที่จริงรู้จักก่อนหน้านี้ เพราะว่าของที่ทางแกลเลอรี่ขายเป็นของที่ผมชอบอยู่แล้ว เป็นหมวดหมู่เดียวกับสิ่งที่ผมสนใจ พอได้รับคำชวนมาเราก็เห็นว่าเราน่าจะพูดภาษาเดียวกัน”

 

ศิลปินเล่าถึงแรงบันดาลใจของห้วข้อ solo exhibition นี้ ได้มาจากประสบการณ์ตอนไปบวชที่วัดป่าแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดเป็นเวลาครึ่งเดือน เขาได้สัมผัสถึงความสงบนิ่ง การต้องอยู่กับตัวเองและฝึกให้ใจไม่ว้าวุ่น

 

“สิ่งที่จะนำเสนอเป็นเรื่องของความนึกคิดสภาพจิตใจมากกว่าที่เราเคยทำมา สิ่งที่ทำมาก่อนมันจะไปเชื่อมโยงกับ pop culture ค่อนข้างสูง ผมเลยเลือกที่จะวาดออกมาเป็นภาพ ภาพของคนที่พยายามมาจัดการความรู้สึก อารมณ์หลากหลายทั้ง รัก โลภ โกรธ หลง เกลียด กังวล ความเสื่อมถอย ความเติบโต มันก็จะอยู่ในชิ้นงานครั้งนี้แต่ว่าอาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมามาก” 

 

“ด้วยสถานการณ์โลกใน 2 ปี มันเหมือนวันสิ้นโลกเลยแหละด้วยวิถีของมัน ทำให้เราถูกจำกัด ไม่สะดวกกันหมดเลย แล้วยังอันตรายถึงชีวิตด้วย ผมก็มีลูกเล็ก มันก็เปราะบางมากๆ สิ่งสำคัญจึงเป็นเรื่องของความนิ่งของสภาวะจิตใจ มันเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์มากกว่าในแง่ของศาสนา เป็นการมองถึงความคิดมนุษย์ว่าสถานการณ์โลกมันมีผลต่อเราอย่างไรในด้านความคิดความรู้สึก”

 

ด้วยผลงานที่มีสีสันที่หลากหลายในตัวงานของ BENZILLA ทำให้คุณเบนซ์ชื่นชอบและถนัดการทำงานกับการใช้สี acrylic มากที่สุด แต่การหาสีที่ตรงกับความต้องการและเนื้อสัมผัสที่อยากได้เป็นสิ่งที่ยากเสมอ จึงทำให้เขาพัฒนาสูตรสีของตัวเองด้วยการติดต่อกับโรงผลิตสีที่นิวยอร์กโดยตรง ซึ่งสีเหล่านี้จะทำให้ผลงานของเขามีมิติยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

คุณเบนซ์กล่าวทิ้งท้ายว่างานแสดงครั้งนี้จะเห็นถึงวิวัฒนาการในด้านเทคนิคของตัวเองที่เคยเริ่มจากการใช้สี spray เป็นหลัก ความสนใจส่วนตัวคือการลองหาอะไรที่ไม่เคยทำในแต่ละผลงานและหาความเป็นไปได้ใหม่ๆเสมอ โดยสิ่งที่ศิลปินอยากจะลองทำในอนาคตคือ ผลิตผลงานจากวัสดุคริสตัล หินอ่อนครับ